บันทึกวิพากษ์กฎหมาย กสทช.: เมื่อโลก AI วิ่งด้วยความเร็ว : กฎหมายจะยังวิ่งตามทันหรือไม่?
ตอบรับคำเชิญจากรองอธิการฯณัฐพงศ์ ไปร่วมรับฟังการเสวนาวิพากษ์ผลการศึกษาโครงการวิจัยเรื่อง “การปรับปรุงกฎหมายควบคุมและกำกับดูแลกิจการ OTT (Over-the-Top) ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบาย” ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงร่วมกับสำนักงาน กสทช. ที่โรงแรมอัล มีรอซ
บรรยากาศภายในงานถือว่าคึกคักมาก มีทั้งนักวิชาการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และมี พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการกระจายเสียง (กตป.) เป็นประธานเปิดการประชุม
หัวหน้าโครงการวิจัยคือ รศ.ดร.ณัฐพงศ์ บุญเหลือ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบของสื่อ OTT ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติของการสื่อสาร การรับรู้ข่าวสาร และเศรษฐกิจดิจิทัล

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือความจริงจังของงานวิจัยครั้งนี้ เพราะมีการเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศ ผ่านเวที Focus Group ใน 16 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาค เชื่อมโยงเครือข่ายวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติของมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีก 23 แห่งทั่วประเทศ และสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก 29 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 6,024 ตัวอย่าง ถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สะท้อนมุมมองของสังคมได้อย่างรอบด้าน
ในช่วงการเสวนา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งด้านกฎหมาย รัฐประศาสนศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เพื่อหาคำตอบว่าประเทศไทยควรออกแบบระบบกำกับดูแล OTT อย่างไรให้เหมาะสมกับโลกยุคดิจิทัล
แต่ระหว่างที่นั่งฟังการอภิปราย ผมอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า เรากำลังแก้ปัญหาของ “วันนี้” หรือกำลังเตรียมรับมือกับ “วันพรุ่งนี้” กันแน่
เพราะในมุมมองของผม โลกของ OTT ที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ อาจกำลังเดินเข้าสู่ช่วงปลายของยุคสมัยหนึ่งแล้วก็ได้

โลกอนาคตที่กำลังมาถึง อาจไม่ใช่การเปิดแอปดูหนังผ่านโทรศัพท์ หรือเปิดแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งผ่านทีวีอีกต่อไป แต่จะเป็นโลกของแว่นตา 5 มิติ 6 มิติ หรือเทคโนโลยี Immersive Media ที่ทำให้ผู้ชมไม่ใช่เพียง “ดู” เหตุการณ์ แต่สามารถ “เข้าไปอยู่” ในเหตุการณ์นั้นได้จริงเสมือน
ยิ่งเมื่อ AI พัฒนาไปไกลมากขึ้น ทุกคนอาจมีสถานีโทรทัศน์ส่วนตัว มีสตูดิโอภาพยนตร์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งมีสื่อของตัวเองได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
วันหนึ่งเราอาจไม่ต้องรอผู้กำกับสร้างหนัง ไม่ต้องรอค่ายผลิตละคร ไม่ต้องรอช่องโทรทัศน์ออกอากาศ เพราะ AI สามารถสร้างเรื่องราว ตัวละคร ฉาก บทพูด และกำหนดให้เราเป็นพระเอก นางเอก หรือแม้แต่ผู้กำหนดตอนจบของเรื่องได้เองทั้งหมด
เมื่อถึงวันนั้น คำว่า “ผู้ผลิตสื่อ” และ “ผู้บริโภคสื่อ” อาจไม่มีเส้นแบ่งเหลืออยู่อีกต่อไป
นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วง และได้ถ่ายทอดออกไป
เพราะกว่ากฎหมายฉบับหนึ่งจะผ่านกระบวนการศึกษา รับฟังความคิดเห็น ยกร่าง พิจารณา และประกาศใช้ บางครั้งอาจใช้เวลาหลายปี
แต่โลกเทคโนโลยีทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเป็นรายเดือน และบางเรื่องเปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์
หากเรากำลังออกกฎหมายเพื่อกำกับ OTT ในวันนี้ แต่ในวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ โลกกลับก้าวไปสู่ยุค Metaverse ยุค AI Content หรือยุค Immersive Media อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
คำถามสำคัญก็คือ เรากำลังสร้างกฎหมายเพื่ออนาคต หรือกำลังสร้างกฎหมายเพื่อไล่ตามอดีตกันแน่
แน่นอนว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสื่อดิจิทัลของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายก็คงต้องมองให้ไกลกว่าหน้าจอมือถือ และมองให้พ้นจากแพลตฟอร์มที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันด้วย
เพราะอนาคตไม่ได้เดินมาเคาะประตูบ้านทีละก้าวอีกแล้ว แต่มันกำลังวิ่งด้วยความเร็วระดับ AI 4×100
และหากวันหนึ่งกฎหมายของเราคลอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่โลกจริงกลับเปลี่ยนไปแล้วทั้งใบ…
บางทีเราอาจได้เห็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์
มันจะเป็น “กฎหมายที่ทันสมัยที่สุด…สำหรับเทคโนโลยีที่เลิกใช้ไปแล้ว”
ฟังดูขำ ๆ นะครับ…
แต่ถ้าถึงวันนั้นจริง ๆ คนที่หัวเราะดังที่สุด อาจไม่ใช่ชาวบ้านตาดำ ๆ
แต่อาจเป็น AI ที่กำลังนั่งดูมนุษย์เถียงกันเรื่องการกำกับ OTT…
ในขณะที่มันพาคนทั้งโลกย้ายบ้านไปอยู่ในจักรวาลเสมือนเรียบร้อยแล้ว!

